ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         นาย ช. กับพวก                                        โจทก์

ที่ ๖๓๐/๒๕๖๗                                          บริษัท พ. จำกัด (มหาชน) กับพวก           จำเลย

 

          โจทก์ทั้งสิบห้าฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและบริษัทจำกัดต่างประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ๓ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จำเลยที่ ๗ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการบริการให้คำปรึกษาและบริหารงานให้แก่สถาบันการเงิน จำเลยที่ ๑ จัดสรรที่ดินโครงการ ม. เพื่อเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ ซื้อที่ดินพร้อมบ้านในโครงการดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ ส่วนโจทก์ที่ ๑๔ และที่ ๑๕ ซื้อที่ดินพร้อมบ้านในโครงการดังกล่าวต่อจากผู้มีชื่อ ตามผังการจัดสรรที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ได้รับอนุญาตระบุว่า โครงการมีสวนหย่อม รั้วคอนกรีตเสริมเหล็ก สวนสาธารณะ สระน้ำพุ และคลับเฮ้าส์ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างสวนหย่อมและรั้วคอนกรีตเสริมเหล็ก สำหรับพื้นที่สร้างสวนสาธารณะจำเลยที่ ๑ กลับสร้างเป็นลานจอดรถอันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต ไม่บำรุงรักษาสระน้ำพุปล่อยให้น้ำแห้งในฤดูแล้งและน้ำขังในฤดูฝน และน้ำไม่หมุนเวียนเป็นเหตุให้น้ำเน่าเสียมีกลิ่นรบกวนและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง นอกจากนั้นจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ XXX ซึ่งเป็นถนนสายหลักสำหรับเข้าออกโครงการสู่ทางสาธารณะและตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินทุกแปลงในโครงการให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยไม่สุจริต หลังจากนั้นจำเลยที่ ๒ ทำบันทึกข้อตกลงภาระจำยอมกับจำเลยที่ ๑ (มีค่าตอบแทน) และจำเลยที่ ๒ ทำบันทึกข้อตกลงภาระจำยอมกับจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ (ไม่มีค่าตอบแทน) ให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ทางระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ทุกชนิด จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ YYY ซึ่งเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินทุกแปลงในโครงการให้แก่จำเลยที่ ๓ เพื่อเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยที่ ๓ มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษา หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ นำที่ดินสามยทรัพย์ไปแบ่งแยกและขายให้แก่บุคคลอื่นอีกหลายทอด ทำให้โจทก์ทั้งสิบห้าได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ YYY ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ XXX และจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมตามบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๓ ตามโฉนดที่ดินตามที่ระบุในคำขอท้ายฟ้อง ให้จำเลยที่ ๑ จัดทำสวนหย่อม สร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็ก รื้อถอนลานจอด จัดทำสวนสาธารณะ สร้างคลับเฮ้าส์ ตามผังจัดสรรที่ดินแล้วจดทะเบียนให้เป็นพื้นที่บริการสาธารณะหรือสาธารณูปโภคตามที่ได้รับอนุญาตจัดสรร กับให้จำเลยที่ ๑ บำรุงรักษาให้ใช้การได้ดี

          จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ถึงที่ ๑๓ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๖ ที่ ๗ และที่ ๙ ถึงที่ ๑๓ ให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ และที่ ๙ ถึงที่ ๑๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

          พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและจัดสรรที่ดินโครงการ ม. เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมบ้านในโครงการดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ และผู้มีชื่อตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๓ เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากจำเลยที่ ๑ ส่วนโจทก์ที่ ๑๔ และที่ ๑๕ เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านต่อจากผู้มีชื่อ โจทก์ทั้งสิบห้าเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสิบห้าจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสิบห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านและสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๓ ซึ่งโจทก์ทั้งสิบห้าฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

           วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                                                   (นางสุวิชา นาควัชระ)

                                                                                                    ประธานศาลอุทธรณ์