คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาวพ. โจทก์
ที่ ๗๔๓/๒๕๖๗ นางสาวส. หรือนางสาวก. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจค้าขายรถยนต์ มีจำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานขายตัวแทน หรือลูกจ้างโจทก์ติดต่อจำเลยที่ ๑ เพื่อซื้อรถยนต์ยี่ห้อน. รุ่น K. ของจำเลยที่ ๒ โจทก์โอนเงินจอง ๑๐,๐๐๐ บาท และชำระราคารถยนต์ครบถ้วนโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๑ อีก ๓ ครั้ง เป็นเงิน ๘๘๒,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ มอบใบเสร็จรับเงินที่อ้างว่าออกโดยจำเลยที่ ๒ ให้แก่โจทก์แล้ว ระหว่างรอรับรถยนต์ จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์เปลี่ยนรูปแบบการชำระราคารถยนต์เป็นการขอสินเชื่อเช่าซื้อจากบริษัทน. จำกัด โดยจำเลยที่ ๑ จะได้รับค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นและจะดำเนินการนำเงินค่ารถยนต์ที่โจทก์ชำระแล้วไปผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแทนโจทก์ให้ครบถ้วนภายใน ๑ ปี หลังจากนั้นโจทก์ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากผู้ให้เช่าซื้อว่าโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ๒ งวดติดต่อกันแล้ว จึงทราบว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อแทนโจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเป็นหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ทั้งที่โจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจค้าขายรถยนต์และขายรถยนต์ตามฟ้องแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการแทนจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากรถยนต์ที่ซื้อขายอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากการซื้อขายรถยนต์ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะพนักงานขายตัวแทน หรือลูกจ้าง ของจำเลยที่ ๒ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันจึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์