ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                  นางสาวบ. กับพวก                 โจทก์

ที่  ๗๕๔/๒๕๖๗                                       นายพ. กับพวก                     จำเลย

                            โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการประกันภัย จำเลยที่ ๒ รับประกันภัยภาคบังคับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ณภ xxxx กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ ๓ รับประกันภัยภาคบังคับรถยนต์หมายเลขทะเบียน x ขส xxxx กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ ๑ ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๓ รับประกันภัย มีโจทก์ที่ ๑ นั่งโดยสาร ไปตามถนนรามคำแหง ๒ มุ่งหน้าแยกทุ่งเศรษฐี เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหน้าหมู่บ้านอ. แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๒ รับประกันภัยตามหลังรถยนต์ที่โจทก์ที่ ๒ ขับ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่เว้นระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าในระยะที่สามารถหยุดรถได้ เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ทำให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บ โจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

                           จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                           พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๓ ประกอบธุรกิจประกันภัยและรับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๓ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้เอาประกันภัยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภค โจทก์ที่ ๒ ขับรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ แม้มิได้เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแต่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ก็ถือเป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๓ ชำระค่าเสียหายในมูลสัญญาประกันภัย จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๑ ผู้กระทำละเมิด และจำเลยที่ ๒ ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อเหตุละเมิด ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้รับผิดรวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                             วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                 (นางสุวิชา   นาควัชระ)

              ประธานศาลอุทธรณ์