ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       
นาย ว.  ที่ ๑ กับพวก                                        โจทก์

ที่ ๒๙๑/๒๕๖๗                                 บริษัท บ. ที่ ๑ กับพวก                                    จำเลย

               โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ในโครงการ Costa Village Pool Residence กับจำเลยทั้งสาม ๑ ห้อง จำเลยทั้งสามตกลงว่าจะนำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระผลตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราที่โฆษณาไว้ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระราคาห้องชุดครบถ้วนและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่บริหารจัดการห้องชุดและชำระผลตอบแทนตามคำโฆษณาทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสามคืนเงินค่าห้องชุด และชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองแล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืนไป หากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

               จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทั้งสองซื้อห้องชุดเพื่อแสวงหากำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาและทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดแก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสามจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตราส่วนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้มีคำโฆษณาว่าจะนำห้องชุดออกบริหารจัดการและจะชำระเงินผลตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยทั้งสามให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์