ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                  นาง ณ.                          โจทก์

ที่  ๓๔๑/๒๕๖๗                                          บริษัท ส. จำกัด               จำเลย

                             โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการว. กับจำเลย ๒ ห้อง โจทก์ชำระราคาห้องชุดบางส่วนให้แก่จำเลยแล้ว ต่อมาจำเลยทำบันทึกขอขยายวันโอนกรรมสิทธิ์และตกลงให้เงินประกันรายได้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าห้องชุดพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

                             จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยตามฟ้อง โจทก์ได้รับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔ เครื่องจากจำเลยตามรายการส่งเสริมการขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยไม่ชอบ ขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๔ เครื่องคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

                             โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

                             จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                             โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                             พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทาง การค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยเพียง ๒ ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งยื่นภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๒๑

                วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                                 (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                   ประธานศาลอุทธรณ์