คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ว. โจทก์
ที่ ๓๔๖/๒๕๖๗ นางสาว ด. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดิน ๒ แปลง พร้อมบ้านเลขที่ XXX กรุงเทพมหานคร ไว้กับโจทก์ แต่จำเลย ไม่ไถ่ถอนภายในกำหนดเวลา ต่อมาจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมบ้านดังกล่าวกับโจทก์ มีกำหนดเวลา ๕ เดือน ตกลงค่าเช่าเดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้รับเงินค่าเช่าจากจำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยยังคงค้างชำระเงินประกันการเช่า ๔๐,๐๐๐ บาท ภายหลังครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามสัญญา จำเลยยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์ที่เช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินประกันการเช่า ๔๐,๐๐๐ บาท กับให้ชำระค่าเช่าเดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากทรัพย์ที่เช่า
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องอำพรางการกู้ยืมเงินสัญญาขายฝากไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลทำให้สัญญาเช่าตกเป็นโมฆะ คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินค่าเช่าพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างว่าโจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่านั้น อ้างในคำให้การว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอำพรางการกู้ยืมเงินซึ่งหากฟังดังที่จำเลยอ้างจะต้องบังคับตามมูลกู้ยืมเงิน แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลแพ่ง ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงิน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ให้กู้ยืมเงินเป็นปกติธุระทางการค้า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นกัน ส่วนปัญหาว่าการขายฝากและเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอันมีมูลสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์